') //-->
คำว่า อิสระชน เป็นคำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ผ่านมา ทว่าคำๆ นี้ ในเชิงภาษาแล้วมีความหมายแตกต่างกัน เช่น บางครั้งให้ความหมายว่า อิสระ (อิสระในเชิงปรัชญา) การเลือกสรร ความอิสระในด้านการอบรมสั่งสอน ความอิสระด้านสิทธิ (ปรัชญาของสิทธิ) ความอิสระที่ตรงกันข้ามกับคำว่าทาส (ในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ) คำว่าอิสระในความหมายของจริยธรรมและศีลธรรม
คำว่าอิสระในขบวนการของอาชูรอมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะขอหยิบยกบางวิสัยทัศน์ดังต่อไปนี้
การวิพากษ์เกี่ยวกับความเป็นอิสระในขบวนการของอาชูรอหมายถึง ความเป็นอิสระด้านจริยธรรมและศีลธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงความเป็นอิสระ (ในความหมายที่ไม่ยอมตนเป็นทาสของความตกต่ำ หรือทำให้ตนตกต่ำ) หรือให้ความหมายว่า เกียรติยศแห่งจิตวิญญาณและความยิ่งใหญ่แห่งสุภาพบุรุษ
ในประเด็นดังกล่าวนี้จะขอหยิบยกตัวอย่างสักสองสามตัวอย่างดังนี้
1.1 อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้กล่าวในวันอาชูรอว่า ความตายอย่างมีเกียรตินั้นดีกว่าการมีชีวิตอย่างอัปยศอดสู[1]
موب فى عزّ خير من حيات فى ذل
หมายถึงเกียรติยศ คุณค่า ความสูงศักดิ์ และความเป็นอิสระชนของมนุษย์นั้นมีคุณค่ามากมายยิ่งนัก แต่ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้วความตายย่อมดีกว่าการมีชีวิต
1.2 อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้กล่าวแก่บรรดาศัตรูของท่านว่า ถ้าไม่มีศาสนาและไม่กลัววินกิยามะฮฺ ฉะนั้น เจ้าจงทำตัวให้เป็นอิสระในโลกนี้เถิด และถ้าพวกเจ้าเป็นอาหรับก็จงเจริญรอยตามแบบอย่างแห่งบรรพชนของพวกเจ้า (หมายถึงจงรำลึกถึงคุณงามความดีงามของบิดามารดา และชาติตระกูลเถิด)
ان لم يكن لكم دين و وكنتم لا تخافون المعاد فكونوا احرارا فى دنياكم هذه وارجعوا الى احسابكم ان كنتم عربا كما تزعمون[2]
หมายถึง การมีศาสนาและความเกรงกลัวต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความยำเกรง หรือมีความสำรวมตนและจะไม่อนุญาตให้มนุษย์ทำการกดขี่บุคคลอื่น ขณะเดียวกันยังมีแนวทางอันเป็นธรรมชาติอย่างอื่นที่สามารถขัดขวางการกดขี่มิให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือความอิสระชน เนื่องจากมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาให้มีความอิสระ และจงทำตนให้มีอิสรภาพพร้อมกับให้ความเคารพและรักในสิทธิของคนอื่น
1.3 จงอย่าก้มหัวให้กับความตกต่ำและจงสำนึกไว้ว่าความตายบนเงื่อนไขนั้นคือ ความผาสุกสำหรับตน
اني لا ارى الموت الا السعادة والحياة مع الظالمين الا برما[3]
1.4 คติพจน์ที่มีชื่อเสียงของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในวันอาชูรอคือว่า ขอความต่ำทรามจงออกห่างไปจากพวกเรา (هیهات منا الذلة) [4]
บทเรียนเหล่านี้ได้กลายเป็นสาส์นสำคัญแห่งอาชูรอที่ส่งถึงบรรดาผู้จงรักภักดีกับอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
หนึ่งในแนวทางของความเป็นอิสระชนที่สุภาพบุรุษและบุคคลที่มีเกียรติยศคือ การยอมรับคำลุแก่โทษหรือคำกล่าวอ้างของผู้กระทำความผิดให้เกียรติแก่พวกเขา อีกทั้งยินดีต้อนรับพวกเขาเข้าสู้อ้อมกอดของอิสลาม
โฮรบุตรของยะซีด แม่ทัพกองทหารฝ่ายศัตรู เป็นบุคคลแรกที่ยกทัพมากีดขวางการเดินทางของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) แต่เมื่อเขาได้ลุแก่โทษในความผิด ท่านอิมาม (อ.) ได้ให้อภัยและต้อนรับเขาเข้าสู่อ้อมกอดของอิสลามด้วยความยินดี[5]
สิ่งที่น่าทึ่งคือ เมื่อโฮรกล่าวลุแก่โทษว่าฉันคือคนแรกที่ปิดเส้นทางของท่าน ดังนั้น ท่านยินดีที่จะเปิดทางลุแก่โทษแก่ฉันไหม
อิมาม (อ.) กล่าวอย่างฉับพลันว่า แน่นอน อัลลอฮฺ ทรงเปิดทางลุแก่โทษและทรงให้อภัยแก่เจ้า เจ้าเป็นอิสระชนดังที่มารดาของเจ้าตั้งชื่อเจ้าว่า โฮร หมายคือ ความเป็นอิสระ
จากนั้นท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวกับเขาด้วยความเป็นพี่น้องว่า โอ้ น้องชายของข้าเจ้าจะขอลุแก่โทษหรือ
แน่นอน ท่านอิมาม (อ.) เป็นอิมาม ซึ่งอิมามในความหมายก็คือ แหล่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะที่สวยงามและสูงส่งของพระเจ้า ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติที่สูงส่งของพระเจ้าคือ การยอมรับการลุแก่โทษของปวงบ่าวนั่นเอง ฉะนั้น ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) จำเป็นต้องยอมรับคำลุแก่โทษด้วยเพื่อจะได้แสดงสัจธรรมความจริงแห่งพระเจ้าให้เป็นที่ประจักษ์
มีประชาชนมากมายที่กล่าวอ้างว่า เขาเป็นพวกของท่านอิมาม (อ.) ดังนั้น พวกเขาจึงมีหน้าที่ให้อภัยและยอมรับคำขอโทษของบุคคลอื่น พร้อมกับหลีกเลี่ยงการกระทำความผิดทั้งปวง
สุภาพบุรุษที่มีความละอายตราบที่ดวงวิญญาณยังอยู่กับร่างของเขา เขาต้องไม่ยอมให้พี่น้องสตรีของเขาต้องตกอยู่ในอันตราย หรือได้รับการกดขี่ข่มเหงจากบุคคลอื่น ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าท่านอิมาม (อ.) ได้ประกาศแก่ชาวด้วยการกระทำและคำพูด ในวันแห่งการยืนหยัดด้วยเลือดว่า พวกเจ้าจงเป็นสุภาพบุรุษและมีความอับอายเถิด
อิมาม (อ.) ได้พยายามปกป้องสถานภาพของสตรีในทุกขั้นตอนของการยืนหยัดต่อสู้ อันดับแรก ท่านอิมาม (อ.) ได้ส่งพวกเขาขึ้นหลังพาหนะ[6] และตั้งค่ายที่พักในลักษณะที่ว่า ให้ค่ายที่พักของสตรีอยู่หลังกองคาราวานเพื่อป้องกันมิให้เหล่าสตรีตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าศัตรู แม้แต่การขุดสนามเพลาะรอบๆ ค่ายที่พักของสตรี เพื่อปกป้องสตรีและเด็กให้อยู่ในความปลอดภัย
เมื่อท่านอิมาม (อ.) อยู่อย่างโดดเดี่ยวในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างปราศจากผู้ช่วยเหลือคนใด ศัตรูได้วิ่งอ้อมไปด้านหลังของอิมามโดยมุ่งหน้าไปยังค่ายที่พักของลูกหลานแห่งเราะซูล (ซ็อล ฯ) เพื่อโจมตีพวกเขา ท่านอิมาม (อ.) ได้ตะโกนว่า ถ้าพวกเจ้าไม่มีศาสนาก็จงเป็นอิสระชนบนโลกนี้เถิด ข้าคือศัตรูของพวกเจ้าในสนามรบ บรรดาสตริมิได้มีความผิด ดังนั้น พวกเจ้าจงกีดขวางกลุ่มชนที่โง่เขลาไร้ความอาย และไร้สำนึกเหล่านั้น ตราบที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเด็กและสตรีอย่างเด็ดขาด
إنا الذی اقاتلکم و تقاتلونی والنساء لیس علیهن جناح[7]
เมื่อกองทัพที่หิวกระหายของโฮรได้เผชิญหน้ากับกองคาราวานของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ท่านได้สั่งเด็กหนุ่มในกองคาราวานว่า จงให้น้ำพวกเขาดื่มและจงเอาน้ำให้สัตว์พาหนะของพวกเขาดื่มกินด้วย[8]
การบังคับให้บุคคลอื่นยอมรับในสิ่งที่ขัดแย้งกับความต้องการของพวกเขา ถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาโลกที่รักความอิสระ ในทำนองเดียวกันขณะที่อยู่ระหว่างทางจากมักกะฮฺไปยังกูฟะฮฺ ท่านได้พยายามถอดถอนสัตยาบันของท่านจากเหล่าสหาย และบรรดาผู้ช่วยเหลือท่านเพื่อให้พวกเขามีอิสระ หรือแม้กระทั่งท่านได้ประกาศแก่พวกเขาว่า ใครก็ตามที่อยู่กับฉันพวกเขาจะเป็นชะฮีดอย่างแน่นอน[9]
แน่นอน ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ต้องการให้ผู้ร่วมขบวนการกับท่านรับทราบและรู้ถึงสถานภาพของตนในอนาคต อีกทั้งต้องสมัครใจและสำนึกในหน้าที่ของตนด้วยความรัก
แน่นอน ในการเดินทางของบ่าวผู้มีความรักต่อพระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถร่วมเดินทางกับบ่าวที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้ เขาจะต้องไม่มีความลุ่มหลงต่อความซิวิไลซ์ของโลก หรือตกเป็นทาสของกาลเวลา
ประเด็นที่น่าสนใจและสมควรพิจารณาคือ การถอดถอนสัตยาบันของท่านอิมาม (อ.) ที่มีต่อสหาย ได้ถูกกระทำในเวลากลางคืน เพื่อว่าใครก็ตามมีความประสงค์เขาจะได้จากอิมามไปโดยไม่ต้องเขินอาย อีกทั้งจะได้รับความปลอดภัยจากเหล่าศัตรู
อิมาม (อ.) กล่าวว่า ค่ำคืนนี้ความมืดมิดได้ครอบงำทั่วทุกสารทิศ ดังนั้น จงใช้ประโยชน์จากความมืดและจงหลีกหนีไปท่ามกลางความมืดนั้น ศัตรูต้องการข้าถ้าหากพวกเขาจับข้าได้ พวกเขาก็จะไม่ทำอันตรายพวกเจ้า
บนเงื่อนไขที่ว่าการปกป้องอิมามแห่งยุค (อิมามฮุซัยน) เป็นวาญิบสำหรับทุกคน ขณะที่ไม่มีความหวังว่าจะได้รับชัยชนะเหนือศัตรู ท่านอิมามได้ถอดถอนสัตยาบันจากพวกเขาเพื่อเป็นการทดสอบและจะได้รู้จักเหล่าสหายที่ดีที่สุด ทว่าเหล่าสหายของท่านได้ร่วมชะตากรรมกับท่านอิมามด้วยชีวิต ทรัพย์สิน และครอบครัวจนกระทั่งพวกเขาได้รับชะฮีดในที่สุด เพราะอะไร เพราะพวกเขามีความรักในพระเจ้า