แนวความคิดในการพัฒนาตามระบอบอิสลาม

            ในศตวรรษที่ 20 นี้ โลกมุสลิมเริ่มฟื้นฟูอิสลามขึ้นมาใหม่ และในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา อิสลามได้รับความสนใจจากชาวโลกมากยิ่งขึ้น หนุ่มสาวในประเทศมุสลิมมีความตื่นตัวมากขึ้น ข้าพเจ้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้รับเชิญจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ (มาเลเซีย) ให้ไปร่วมอภิปรายในหัวข้อที่น่าสนใจคือ การเมืองในอิสลาม การเปรียบเทียบกับลัทธิชาตินิยม ลัทธิสังคมนิยม และลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่น่าเสียดายที่ผู้ร่วมอภิปรายคนอื่น ๆ ไม่ได้มา ทางผู้จัดการแสดงปาฐกถาแทน ในการพูดครั้งนั้นข้าพเจ้าได้วิจารณ์ระบบล่าอาณานิคมแผนใหม่ที่เกิดขึ้นบ้างกับประเทศในปัจจุบัน แต่ดูเหมือนว่ามีนักศึกษามุสลิมบางคน ไม่ใคร่ชอบฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิม มีอยู่คนหนึ่งลุกออกจากหอประชุมในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพูด อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความมีสปิริตแห่งอิสลามของมุสลิมบางคนสูง แต่ด้อยในความคิด

            ในความจริงแล้ว ข้าพเจ้าชื่นชมเป้นอย่างยิ่งต่อความมีสปีริตอิสลามในหมู่หนุ่มสาวมุสลิมของเรา และหวังว่าจำนวนคนหนุ่มสาวที่สนใจศึกษาเนื้อแท้จากอัล-กุรอานและคำสอนของอิสลามจะเพิ่มยิ่งขึ้น เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าคำสอนของอิสลามเป้นพลังก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน มีลักษณะปฏิวัติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม มีพลังที่สามารถจะบรรลุถึงเป้าหมายแห่งความเสมอภาคและความสมานฉันท์ในมวลมนุษย์และนำสันติภาพมาสู่โลกได้ แต่ข้าพเจ้าก็ใคร่ให้พวกเขาศึกษาถึงวิชาการของโลกสมัยใหม่ประกอบด้วย เช่นเดียวกับที่นักปราชญ์มุสลิมสมัยก่อนได้ศึกษาและประยุกต์ปรัชญากรีกให้สอดคล้องกับความต้องการของอิสลาม ทำไมเราจึงเฉื่อยชาเพิกเฉยต่อการศึกษาวิชาการนอกอิสลามเล่า

            หัวข้ออภิปรายในคืนนั้น ถึงแม้จะคลุมเครือไปบ้างแต่เป็นสิ่งบ่งชัดถึงความตื่นตัวใหม่ต่ออิสลามในสังคมของเราและโลกมุสลิม คำตอบอย่างผิวเผินสำหรับหัวข้อการอภิปรายครั้งนั้น เป็นการคำตอบที่ว่า อิสลามขัดขวางการพัฒนาประเทศหรือไม่  คำตอบอย่างสั้น ๆ คือ ไม่ ทราบหรือไม่ว่า อย่างน้อยท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และเคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ ได้วางฐานสังคมและรัฐอิสลาม ณ พื้นแผ่นดินอาหรับในศตวรรษที่ 7 ระหว่างปี ค.ศ.622-662 ถ้าหากอิสลามไม่ต้องการพัฒนาสังคมและรัฐในโลกนี้แล้วไซร้ ทำไมพระเจ้าจึงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และส่งศาสดามาสั่งสอนมนุษย์ให้อยู่ร่วมเป็นสังคมและเป็นรัฐเล่า แต่ความจริงแล้ว คำถามนี้มิใช่เป้นข้อที่ตอบได้ง่ายอย่างที่คิดเราควรทำความเข้าใจกับคำว่า การพัฒนา เสียก่อน

            ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับทัศนะของนักวิชาการชาวดัชท์ ชื่อ W.F. Wertheim เกี่ยวกับเรื่องชาวนาในโลกที่สามต่อต้านความเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาให้ทันสมัย (Modernization) ที่ว่า การต่อต้านของชาวนาในโลกที่สามต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความเข้าใจผิดของชาวตะวันตกและคนบางคนของโลกที่สามได้รับการศึกษามาจากตะวันตก ความจริงแล้ว การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้นำผลดีหรือสนองความต้องการของมนุษย์อย่างแท้จริงในลักษณะนี้ เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่สมเหตุผล

            สาเหตุที่ข้าพเจ้าปฏิเสธการพัฒนาขึ้นพื้นฐาน ตามวิถีทางของตะวันตก ก็เพราะเหตุผลเดียวกับนาย Wertheim ซึ่งท่านกล่าวว่า คำว่า การพัฒนา จะจำกัดความว่าอย่างไรโดยปกติมีการให้ความหมายทางอ้อมว่า การพัฒนาคือการทำให้ทันสมัย (Modernization) ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ความเจริญ ต่อมามีความเข้าใจคำว่า การทำให้ทันสมัย ในความหมายของความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีหรือการพัฒนาทางด้านสังคมและด้านทัศนะคติที่ยอมรับค่านิยมของตะวันตก เช่น ค่านิยมในความเป็นปัจเจกชนนิยมมีความใฝ่ฝันที่สูงส่ง และความปรารถนาในความสำเร็จตลอดจนการยกฐานะทางสังคมของแต่ละบุคคล กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แนวความคิดในเรื่องความเจริญก้าวหน้าหรือการพัฒนาของชาวตะวันตกดังที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ แตกต่างจากแนวความคิดในการพัฒนาของอารยธรรมตะวันออกหรือของอิสลาม กล่าวคือ แนวความคิดเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของตะวันตกจะเป็นค่านิยมในวัตถุ ส่วนแนวความคิดเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของตะวันตกออก หรือของอิสลามให้ความสำคัญค่านิยมด้านศีลธรรมหรือด้านจิตใจ แต่ก็ไม่ละเลยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แนวความคิดเช่นนี้มีระบุอยู่อย่างชัดเจนไว้ในอัล-กุรอานหลายโองการและเราอาจสรุปแนวความคิดนี้ได้จากอัล-ฮะดีษ ที่มุสลิมเกือบทุกคนรู้คือ ฮะดีษที่ว่า

            “จงทำงานเพื่อโลกนี้ เสมือนหนึ่งท่านจะมีชีวิตตลอดไปและจงทำงานเพื่อโลกหน้าเสมือนหนึ่งท่านจะตายในวันพรุ่งนี้”

            สรุปแล้ว แนวความคิดในการพัฒนาของอิสลามเป็นข้อสรุปแนวความคิดด้านการพัฒนาของมนุษยชาติ มนุษย์ประกอบด้วยลักษณะของมะลาอิกะฮฺส่วนหนึ่ง ของเดรัจฉานอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นมนุษย์นอกจากจะต้องการสนองความจำเป็นทางด้านสัญชาติญาณแล้ว มนุษย์ยังปรารถนาจะทำการภักดีต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างอีกด้วย

            ศาสตราจารย์ ดร.สัยยิด ฮุสัยนฺ อัล-อะฏอช กล่าวว่า “เกี่ยวกับศาสนาใหญ่ ๆ ในโลก เช่น อิสลามคริสเตียนและศาสนาพุทธ... เรากล่าวได้ว่า ในบางสถานที่ศาสนาจะมีลักษณะเป็นกลาง ในบางสถานที่จะมีลักษณะส่งเสริมการพัฒนา และไม่มีที่ใดเลยศาสนาขัดขวางการพัฒนาหรือการทำให้ทันสมัย... ท่านให้ความหมายของการทำให้ทันสมัยว่า เป็น “กระบวนการซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ ถูกนำมาให้และมีผลต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ในอารยธรรมตะวันตก ต่อมาแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกโดยผ่านวิถีชีวิตที่ดีที่กว่าและสร้างความพึงพอใจในความหมายที่กว้างที่สุด ดังที่สังคมนั้นรับเอาไว้ ข้าพเจ้าเห็นคำนิยามนี้ มีแนวความคิดที่สำคัญอยู่สองสามประการ ได้แก่ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การมีชีวิตที่ดีกว่าและความพึงพอใจ และการเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น ๆ เรายอมรับว่าลักษณะหนึ่งของความทันสมัยคือ การรับเอาวัฒนธรรมของวิทยาศาสตร์ตะวันตก (วัฒนธรรมแนววิทยาศาสตร์มิได้หมายถึงวัฒนธรรมของวิทยาศาสตร์ตะวันตกเสมอไป) แต่คำว่า “ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าและความพึงพอใจ” นั้น ยังคลุมเครืออยู่ “ชีวิตที่ดีกว่าและความพึงพอใจ” นั้น หมายความว่าอย่างไร ที่ว่าสภาพความเป็นอยู่ที่สูงนั้น มองในแง่ใด ความจริงเรื่องเหล่านี้สร้างความคลางแคลงใจแก่โลกในปัจจุบันทั้งตะวันตกและตะวันออก แนวความคิดที่ว่า “เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น ๆ ก็หมายความว่าไม่มีมาตรฐานเป็นรูปธรรมใด ๆ เป็นเครื่องวัด ต่างฝ่ายต่างก็สามารถสร้างเครื่องวัดตามความคิดเห็นของตน การนิยามเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นวิธีการวิทยาศาสตร์

            นโยบายการพัฒนาของประเทศมุสลิมบางประเทศเช่น มาเลเซียในปัจจุบัน อย่างน้อยมองจากทฤษฎีขอ จะพบว่าท่านเหล่านั้นพยายามจะสร้างความสมดุลระหว่างความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุกับความเจริญทางด้านจิตใจ ดังที่เราได้กล่าวมาแล้ว คือเป็นความกลมกลืน (Synthesis) ของอิสลาม แต่ทางด้านปฏิบัติล่ะเป็นอย่างไรบ้าง มันไม่มีประโยชน์ มันไม่ผิดพลาดเราพูดว่า สิ่งที่พูดนั้นมิได้ปฏิบัติ ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาตามแนวความคิดตะวันตกก็คือ การนำเอาระบบดอกเบี้ยมาใช้โดยให้ธนาคารสมัยใหม่เป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทสำคัญในทางเศรษฐกิจ การค้า และ การอุตสาหกรรมในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะบทบาทในฐานะเป็นสถานที่เก็บเงินและให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย ภารกิจหลักของธนาคารที่มีดอกเบี้ยมาเกี่ยวข้องนี่แหละเป็นที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอิสลาม โองการอัล-กุรอานและฮะดีษจำนวนมากห้ามการกินดอกเบี้ย อัล-กุรอานโองการหนึ่งกล่าวว่า

            “ผู้ที่กินดอกเบี้ยนั้น ไม่สามารถจะดำรงได้

            เว้นแต่เหมือนกับการดำตงของคนที่ถูกมารสิงสู่

            (สภาพของพวกเรา) ที่เป็นเช่นนั้น

            เพราะพวกเขากล่าวว่า

            แท้จริง การค้าขายนั้นเสมือนดอกเบี้ย

            ทั้งที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติการค้าขาย

            และทรงห้ามการดอกเบี้ย”

            “และอันใดที่สูเจ้าจ่ายเป็นส่วนเกินก็คือ ดอกเบี้ย

            เพื่อมันจะได้เพิ่มแก่ทรัพย์สินของมนุษย์

            ดังนั้นมันไม่เพิ่มในทรรศนะของอัลลอฮฺ

            แต่อันใดที่สูเจ้าจ่ายเป็นซะกาต

            โดยสูเจ้าหวังในความโปรดปราณแห่งอัลลอฮฺ

            ฉะนั้น พวกเขาคือผู้ได้รับ(การตอบแทน)ทวีคุณ

ท่านศาสดายังได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

            “ยิ่งมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทรัพย์สินของมนุษย์จะยิ่งลดน้อยลง”

            อัล-รอซี นักปราชญ์มุสลิม กล่าวในหนังสือของท่านชื่อตัฟสีรฺ กะบีรฺ เกี่ยวกับดอกเบี้ยดังนี้

            ถ้ามองอย่างผิวเผินแล้วดูเหมือนว่า ดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มความร่ำรวยให้แก่นายทุนเงินกู้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการให้ทานนั่นแหละเป็นการแสดงความร่ำรวยแก่มนุษย์ ส่วนผลของโรคดอกเบี้ยก็คือความยากจน

และโดยการยึดโองการอัลกรุอานเป็นหลัก ซึ่งมีความว่า

บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  สำรวมตนต่ออัลลอฮเถิด และละทิ้งส่วนที่เหลืออยู่ของดอกเบี้ยเถิด ถ้าสูเจ้าเป็นผู้ศรัทธา  ถ้าสูเจ้าไม่กระทำ (ตามที่ห้ามไว้) ดังนั้น จงระวังตัวต่อสงครามจากอัลลอฮ และ(จาก) เราะซูลของพระองค์

            ศาสตราจารย์ ดร.อะหมัด ชะละบี ให้ความเห็นว่า การกินดอกเบี้ยเป็นบาปอันมหันต์

            จากโองการอัลกุรอาน อัลฮะดีษ และคำอรรถาธิบายของอัลรอซี เราอาจสรุปได้ว่า การกินดอกเบี้ยเป็นอันตรายอย่างมหันต์ต่อมนุษยชาติ อิมามอัลรอซี ได้ชี้แจงถึงสาเหตุถึงสาเหตุที่ดอกเบี้ยเป็นอันตรายต่อสังคมมนุษย์ไว้ 4ประการด้วยกันคือ

            ประการแรก เป็นการสร้างภาพการขูดรีด กดขี่และความเป็นศัตรูในหมู่มนุษย์

            ประการที่สอง เป็นการสร้างชนกลุ่มหนึ่งที่ร่ำรวยแต่เกียจคร้าน ไม่ใช่กำลังกายและสมองไปในทางสร้างสรรค์แต่มีชีวิตอยู่ด้วยการสูบเลือดประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน

            ประการที่สาม เป็นการทำลายศีลธรรมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วยกัน

            ประการสุดท้าย เป็นการสร้างกลุ่มนายทุนเงินกู้เพียงหยิบมือเดียวที่ร่ำรวยและมีอำนาจโดยการยึดทรัพย์สินของคนจนซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ และด้วยอำนาจของเงินตรา และทำลายความสงบสุขของมนุษย์

            ดอกเบี้ยคืออะไร ดอกเบี้ยมีสองชนิดคือดอกเบี้ยฟะฎัล และดอกเบี้ยนะสีอะฮ ดอกเบี้ยฟะลคือเงินส่วนเกินที่บุคคลหนึ่งได้รับจากบุคคลอื่น โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือเงินตราสกุลเดียวกัน ดอกเบี้ยนะสีอะฮคือ เงินส่วนเกินที่จ่ายลูกหนี้จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ในการกู้ยืมเงิน ดังนั้นดอกเบี้ยในที่นี้ก็คือ เงินส่วนเกินที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนที่ไม่สมดุลกัน หรือกล่าวตามภาษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ว่า เป็นเงื่อนไขในทางการค้าที่ไม่สมดุล และ โดยการคิดดอกเบี้ยจากการเป็นหนี้หรือกู้ยืมเงินมา ดังนั้น เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่ากิจการธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank) ตามแบบตะวันตกซึ่งมีดอกเบี้ยมาเกี่ยวข้องนั้น อิสลามห้ามอย่างเด็ดขาด และนี่คือคำตอบต่อคำถามของการอภิปรายในครั้งนี้การพัฒนาประเทศตามระบบทุนนิยมซึ่งใช้ดอกเบี้ยในรูปแบบกิจการธนาคารและการค้านั้น เป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม ปฏิกิริยาจากชาวนาส่วนใหญ่ของโลกที่สามในลักษณะเป็นการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในรูปนี้นั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อย่างดีที่สุดซึ่งยึดศีลธรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ

            การที่อิสลาม ห้ามการพัฒนาตามแนวทางตะวันตกที่ปฏิบัติโดยการใช้ดอกเบี้ยนั้น มิได้หมายความว่า เราไม่สามารถพัฒนาสังคมและประเทศชาติ หรือเราไม่สามารถใช้ระบบธนาคารได้ การเก็บรักษาเงิน การให้กู้ยืมเงินการค้าขาย และการอุตสาหกรรม และสิ่งที่อิสลามอนุมัติมีโองการอัลกุรอาน และอัลฮะดีษหลายตอน พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติของท่านศาสดา ได้เป็นหลักฐานอันแจ่มชัดสำหรับเรื่องนี้ สิ่งที่อิสลามห้ามก็คือ ดอกเบี้ย เราสามารถเปิดกิจการธนาคารให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือโดยการคิดเพียงแต่ค่าบริการสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการธนาคารเท่านั้น แต่ค่าบริการที่ปฏิบัติใช้กันอยู่ตามธนาคารในยุโรปและอเมริกานั้น มักจะสูงลิบลิ่วถึง 400% และอาจเกิน1000% ต่อปีเสียด้วยซ้ำ  ค่าบริการหรือผลเช่นนี้แหละที่อิสลามห้าม

            เลนินได้กล่าวว่า ลัทธิจักรวรรดินิยมเป็นขั้นสูงสุดของระบบทุนนิยม เมื่อเงินสะสมเป็นจำนวนมากในมือของนายทุนจำนวนไม่กี่คน และเมื่อสินค้าที่ผลิตมีมากกว่าความต้องการของตลาด อันเนื่องมาจากกาปฏิวัติอุตสาหกรรม นายทุนยุโรปในนามของประเทศของตน และโดยการอ้างเพื่อนำอารยธรรมความเจริญแก่โลกส่วนอื่นที่มิใช่ยุโรปได้ยึดดินแดนของชาติอื่นเป็นอาณานิคมเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของตน นี่คือปรากฏการณ์ของจักรวรรดิ์นิยมสมัยใหม่ที่ได้ครอบครองโลกตั้งแต่ 100 ปีที่ผ่านมา และยังไม่ถูกขจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง ทำไมจึงเกิดลัทธิจักรวรรดิ์นิยม มนุษย์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงมันได้กระนั้นหรือ ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่ามนุษย์ที่กระทำความชั่วช้าสามานย์ นั่นคือ การกินดอกเบี้ย แต่เนื่องจากอารยธรรมตะวันตกในช่วง 400 – 500 ปีที่ผ่านมา ได้แยกศีลธรรมออกจากการเมืองและเศรษฐกิจและได้ละเลยต่อคำสอนของอัลลอฮ ดังนั้นภัยพิบัติจากการล่าอาณานิคมโดยการกดขี่ทารุณในทุกรูปแบบและการสงคราม รวมทั้งสงครามโลกอันโหดเหี้ยมทั้งสองครั้ง จึงอุบัติขึ้นในโลกกล่าวอย่างสรุปก็คือสิ่งที่เรียกว่ายุคหรือสมัยใหม่ ที่แท้ก็คือสมัยญาฮิลียะฮแบบใหม่นั่นเอง ซึ่งมนุษย์ที่เคยมีศาสนาได้ละทิ้งศาสนาของตนแล้วกลายเป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) หรือมุ่งสู่การเป็นผู้ปฏิเสธ

            ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือความหมายของโองการอัลกุรอานที่มีความว่า

            “และเรา (อัลลอฮ) ให้เห็นนรกอย่างถนัดแก่พวกปฏิเสธ คือคนที่ตาของพวกเขาอยู่ในสภาพปิดจากการรำลึกถึง และพวกเขาไม่สามารถได้ยิน”

            “และเราะสูล (ศาสดามุฮัมมัด) จะกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์แท้จริง หมู่ชนของข้าพระองค์ได้ถืออัลกุรอานนี้เป็นสิ่งที่ถูกละเลย”

            ถ้าหากเราไม่ละเลยต่อัลกุรอาน เหตุใดเล่าดอกเบี้ยจึงแพร่ระบาดในหมู่ชาวมุสลิม นอกจากนั้นยังเกิดความชั่วอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่น การพนัน การซินา(ผิดประเวณี) การไม่ปฏิบัติตามสัญญา การขูดขี่ขูดรีด การใช้จ่ายเงินทองโดยใช่เหตุ ตลอดจนการคอรัปชั่น ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับศาสตราจารย์ Jan Romein ซึ่งถือว่าประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ เป็นการออกนอกแนวทางที่ท่านเรียกว่า “วิถีความเป็นอยู่ร่วมกันของมนุษย์” จากชาติที่ไม่กดขี่ชนชาติอื่นได้กลายเป็นมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่กดขี่ประชาชน นี่คือการออกนอกลู่ของชาติยุโรปในระยะเวลา 400 ปีที่ผ่านมา แต่เราขอขอบคุณพระเจ้าที่ประสบการณ์อันขมขื่นเหล่านั้นได้เป็เนครื่องพิสูจน์ให้กลุ่มมนุษย์จักรวรรดินิยมผู้หยิ่งยะโสตระหนักว่า ยังมีอำนาจอื่นที่เหนือกว่าพวกเขาอย่างเปรียบเทียบไม่ได้ นั่นคืออำนาจของพระเจ้า และอำนาจของประชาชนที่ต่อสู้ในแนวทางที่ถูกต้อง การมีอำนาจของพวกเขาเหนือมวลมนุษย์ในระยะเวลาประมาณ 400 ปีนั้น เป็นระยะเวลาสั้นเท่านั้น เป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก นับประสาอะไรกับประวัติศาสตร์จักรวาล

            เราลองพิจารณาใคร่ครวญดูว่า อะไรคือความเจริญก้าวหน้าที่อารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่บรรลุถึง เพื่อเราสามารถกำหนดท่าทีว่า อะไรบ้างที่เราควรเอาเป็นตัวอย่าง

            ในทัศนะของข้าพเจ้า เห็นว่ามีอยู่ 2 ลักษณะที่ควรพิจารณา นั่นคือ วิชาความรู้ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่-ความรู้ในการสร้างเครื่องจักร เครื่องยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัย รวมทั้งความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับโลกมนุษย์และสังคม ดังที่เราทราบกันแล้วว่า วิชาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีคำสอนและไม่อาจสอนแก่มนุษย์เกี่ยวกับความหมายของชีวิต ยิ่งกว่านั้นเราอาจกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของตะวันตกได้ปิดตาของพวกเราจากข้อเท็จจริง นั่นคือ ความมีอยู่จริงของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ผลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น เครื่องจักร เครื่องกล เครื่องยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยี ได้นำความเสียหายและความวิบัติแก่โลกมากกว่าผลดี ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า นี่คือในความตามความหมายของอัลกุรอานที่ว่า

            “(มุฮัมมัด) จงประกาศว่า จะให้เราแจ้งต่อพวกท่านไหม

            ถึงพวกที่ขาดทุนยิ่ง ในกิจการงาน (ของพวกเขา) คือพวกที่

            ความพยายามของพวกเขา หลงผิดในชีวิตแห่งโลก

            แต่พวกเขาคิดว่า พวกเขาดำเนินกิจการที่ดี”

            ระยะเวลา 400 ปีที่ผ่านมานั้น มิใช่เป็นระยะเวลาแห่งสูญเสียของมนุษย์ดอกหรือ แต่ภัยพิบัติทั่วไปที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ โดยเฉพาะสงครามโลกอันเหี้ยมโหดแสนทารุณทั้งสองครั้งนั้น ได้ทำให้มนุษย์สำนึกและเริ่มมองหาความจริง นั่นคือพระเจ้า

            ข้าพเจ้าเชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ซึ่งการปฏิวัติทางจิตใจกำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางการฟื้นฟูครั้งใหม่ของอิสลามในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นเวลาที่ความชั่วร้ายในทุกรูปแบบกำลังแพร่หลายนั้น เป็นข้อสำคัญอันหนึ่งที่แสดงว่าการปฏิวัติ ทางด้านจิตใจ อันยิ่งใหญ่กำลังอุบัติขึ้นอย่างแพร่หลาย ทัศนะเชิงวิจารณ์ในหมู่นักคิดชาวตะวันตกเองต่ออารยธรรม และต่อแนวความคิดในการพัฒนาแบบตะวันตก เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า โลกกำลังหันมาแสวงหาแนวความคิดเกี่ยวกับชีวิต และการพัฒนาใหม่ที่สามารถตอบสนองความผาสุกที่แท้จริงของมวลมนุษย์ พระเจ้าได้กำชับให้มีชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่ง ที่ชักชวนให้มนุษย์ต้องกระทำความดี ละทิ้งความชั่ว เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่บรรดาผู้นำประเทศ อุละมาอ์ และปัญญาชนของเรา ระลึกถึงคำสั่งอันสูงส่งอันนี้ และนำไปปฏิบัติเพื่อให้เราปลอดภัยจากภัยพิบัติอันใหม่หลวงที่จะต้องคืบคลานเข้ามาเพราะความชั่วร้ายที่เรากระทำด้วยน้ำมือของเราเอง